ทางเลือกในการตั้งเป้าหมาย
01/07/14 17:39:59 by admin

เราคงเคยตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตเรากันมาแล้วไม่มากก็น้อย เช่น ต้องชนะแข่งขัน อ่านหนังสือ ลดน้ำหนัก สอบได้เกรดดีๆ เมื่อตั้งเป้าหมายกันแล้ว สิ่งต่อไปก็คือการกำหนดแผนการ เพื่อที่จะให้เป้าหมายนั้นๆเป็นจริง เช่น เข้ายิมเพื่อลดน้ำหนัก

สิ่งที่เรากำลังจะกล่าวถึงนี้ จะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง การตั้งเป้าหมาย กับ การจัดระบบชีวิต เพื่อเป็นทางเลือก

การตั้งเป้าหมาย กับ การจัดระบบชีวิต

ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบ
ถ้าเป้าหมายของคุณคือ ชนะการแข่งขัน การจัดระบบก็คือ การฝึกฝนทุกวัน
ถ้าเป้าหมายของคุณคือ เป็นนักวิ่ง การจัดระบบก็คือ การทำตามตารางฝึกซ้อม

ทีนี้มาดูเหตุผลกันสักหน่อยว่า การตั้งเป้าหมาย กับ การตั้งระบบให้กับชีวิต มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

1. การตั้งเป้าหมายใหญ่ ทำให้ความสุขขณะปัจจุบันลดลง
เนื่องจากเราต้องยึดติดอยู่กับเป้าหมายใหญ่ ทำให้เราอาจนึกอยู่ในใจว่า เรายังดีไม่พอ เราต้องบรรลุเป้าหมายให้ได้ถึงจะมีความสุข ความคิดอันนี้เองที่ทำให้ความสุข ณ ตอนนี้ลดลง ความกังวลและความเครียดเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
ในการกลับกันหากเรา จัดระบบโดยการกำหนดตารางแล้วทำตามที่กำหนดไว้ ทีละขั้นตอน ทุกวันๆ แทนที่เราจะกังวลเรื่องเป้าใหญ่ เราเพียงแค่ทำตามตารางที่เรากำหนดไว้เท่านั้น ตั้งมั่นกับการฝึกฝนในแต่ละวัน แล้วสนุกไปกับมัน

2. ในระยะยาว เป้าหมายทำให้ประสิทธิภาพลดลง
ทำไมหละ ก็เมื่อเราสามารถบรรลุเป้าหมายได้เมื่อใด แทบทุกคน ก็อยากจะหยุดพัก หรือบางทีอาจจะพักยาวไปเลยก็ได้

หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านนะครับ

PriSaNee.com





ประวัติการส่ง ส.ค.ส.
12/25/11 10:09:47 by admin
ใกล้ปีใหม่กันแล้ว มาดูประวัติของ ส.ค.ส หรือย่อมาจาก "ส่งความศุข" หรือ "ส่งความสุข" ที่เรานิยมส่งให้กันในวันขึ้นปีใหม่กัน

การส่ง ส.ค.ส หรือบัตรอวยพรนั้น ประเทศไทยรับวัฒนธรรมมาจากต่างประเทศ ซึ่งนิยมส่งบัตรอวยพรกันมาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 18 หรือตรงกับปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา บัตรอวยพรนี้เป็นบัตรกระดาษขนาดเท่าไพ่ นิยมเขียนข้อความ หรือพิมพ์รูปภาพต่างๆ ลงไปเพื่อเยี่ยมเยียนกันในวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาแพร่หลายไปในเทศกาลต่างๆ เช่น วาเลนไทน์ คริสต์มาส มีการส่งพิมพ์และส่งบัตรอวยพรกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

สำหรับในประเทศไทยนั้น เชื่อกันว่าบัตรอวยพรปีใหม่ที่เก่าแก่ที่สุด คือ บัตรอวยพรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประดิษฐ์ขึ้น เมื่อ 120 กว่าปีก่อน โดยในรัชสมัยของพระองค์ เป็นยุคที่มีการติดต่อสื่อสารกับต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จึงมีการรับเอาขนบธรรมเนียมของตะวันตกมาด้วย

ต่อมาในช่วงต้นรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ความนิยมการส่งบัตรอวยพรแพร่หลายอย่างมาก มีหลักฐานบัตรอวยพรประเภทต่างๆ ถูกเก็บรวบรวมไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นจำนวนมาก โดยมักนิยมส่งกันในช่วงเดือนเมษายน ตามวันขึ้นปีใหม่เดิมที่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน และบนบัตรอวยพรเหล่านั้น ยังพบคำว่า "ส.ค.ศ" หรือ "ส.ค.ส" ปรากฎอยู่ จึงเชื่อกันว่า คำว่า "ส.ค.ส" เกิดขึ้นในรัชสมัยนี้ โดยย่อมาจากคำว่า "ส่งความศุข" หรือ "ส่งความสุข"

หลังจากนั้น ส.ค.ส ก็เป็นสิ่งที่นิยมส่งให้กันในวันขึ้นปีใหม่ จนถึงปัจจุบันนี้ และ ส.ค.ส. ก็ได้เปลี่ยนรูปแบบไปมีการนำวัสดุต่างๆ มาประดิษฐ์ ตกแต่ง มีรูปแบบ ลวดลายหลากหลายมากขึ้น





อาหารบำรุงกระดูก
06/10/11 13:54:02 by admin

คัดลอกจากเนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 388 วันที่ 11 - 17 พฤศจิกายน 2542

รู้ๆ กันอยู่แล้วครับว่า หญิงวัยหมดประจำเดือนกับเด็กวัยเจริญเติบโต ต้องการอาหาร บำรุงกระดูกมากกว่าคนวัยอื่นๆและเมื่อจะพูดถึงอาหารบำรุงกระดูกแล้ว ทุกคนต้องคิดถึง 'แคลเซียม' และแน่นอนว่าย่อมต้องคิดถึงนม

เคยมีผู้ถามผู้เขียนว่า... เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์นมหลายชนิดเสริมแคลเซียมสองเท่าสามเท่าจากปกติ
การเสริมแคลเซียมมากมายอย่างนั้นโดยไม่พิจารณาสารอาหารอื่นๆควบคู่ไปด้วยเลย ถูกต้องแล้วหรือ?

ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอนครับ เพราะการสร้างกระดูกร่างกายไม่ได้ต้องการแคลเซียมเพียงตัวเดียว ยังต้องการสารอาหารอีกหลายชนิดอีกประการหนึ่ง คือ ปริมาณของแคลเซียมเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยทำให้การเสริมกระดูกเป็นไปได้ตามที่หวังหรอกครับสมดุลของแคลเซียมกับสารอาหารหลายตัวเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นจึงต้องไปดูกันแล้วว่าสารอาหารบำรุงกระดูกมีสารตัวไหนกันบ้าง

ก่อนอื่นคงต้องไปดูก่อนว่า เหตุใดคนเราจึงต้องการสารอาหารในการบำรุงกระดูกโดยเฉพาะแคลเซียมและควรจะเสริมแคลเซียมรวมทั้งสารอาหารตัวอื่นกันตั้งแต่เมื่อไหร่
กระดูกในร่างกาย มันไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นโครงสร้างของร่างกายเท่านั้นหรอกครับ แต่มันยังทำหน้าที่เป็นคลังของสารอาหารหลายต่อหลายชนิดด้วย กระดูกเป็นสารประกอบของแคลเซียม นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุตัวอื่นๆ เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย เป็นต้นว่า ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมแมงกานีส

กระดูกถ่ายแคลเซียมจำนวนน้อยๆ ให้แก่เลือดทุกวันโดยเลือดจะนำแคลเซียมจากกระดูกไปใช้ทำหน้าที่ต่างๆ มากมายไม่น้อยกว่าสิบหน้าที่และทุกวันเช่นเดียวกันครับที่ร่างกายจะนำเอาแคลเซียมจากเลือดวนกลับเข้าไปเก็บไว้ในกระดูก ดังนั้นหากจะว่ากันไปแล้วกระดูกจึงทำหน้าที่คล้ายๆ กับคลังของแคลเซียมและธาตุอื่นๆร่างกายต้องการแร่ธาตุเหล่านี้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ดูดซึมจากทางเดินอาหารวันละสองสามครั้ง ตามมื้ออาหารที่รับประทานเข้าไป

ช่วงระหว่างมื้ออาหารซึ่งร่างกายไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหาร ร่างกายหยิบยืมแคลเซียมจากกระดูกนี่แหละเมื่อได้รับแคลเซียมเข้ามาแล้วร่างกายก็จัดการคืนให้กระดูกวนเวียนอยู่อย่างนี้ทุกวันร่างกายมีฮอร์โมนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอสโตรเจนทำหน้าที่ควบคุมการสลายแคลเซียมจากกระดูกปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อเข้าวัยหมดประจำเดือนที่จู่ๆระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนก็ลดลงฮวบฮาบ แคลเซียมไหลออกอย่างเดียวโดยไม่มีอะไรมาห้ามไหลออกอย่างนั้นทุกวันขณะที่กลับสู่กระดูกได้น้อยกว่าเป็นอย่างนี้สักระยะหนึ่งจึงย่อมเกิดปัญหากระดูกโปร่งบางหรือที่เรียกกันว่ากระดูกพรุนนั่นแหละครับ

การป้องกันปัญหากระดูกพรุนประการแรกคือต้องเสริมแคลเซียมให้พอทั้งก่อนหน้าเข้าวัยหมดประจำเดือน และเมื่อเข้าวัยนั้นแล้วทั้งนี้ เพื่อให้แคลเซียมในเลือดมีมากพอที่จะทำให้เลือดต้องไปหยิบยืมแคลเซียมจากกระดูกมากนักแต่ถ้าเอาแต่เสริมแคลเซียมอย่างเดียว โดยไม่คิดถึงสารอาหารตัวอื่นเห็นทีจะช่วยไม่ได้เหมือนกัน

คนเอเชียเสริมแคลเซียมน้อย แต่ไม่ค่อยเจอปัญหากระดูกพรุนก็เพราะว่าเรารับประทานแร่ธาตุ 'โบรอน' ค่อนข้างมาก โบรอนนี้มีมากในผักผลไม้และในถั่วนัตทั้งหลาย นักวิทยาศาสตร์พบว่าโบรอนทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนกลายๆ คือกดไม่ให้กระดูกเสียแคลเซียมมากเกินไป

สารอาหารอีกตัวที่ช่วยได้ค่อนข้างมากคือ 'แมงกานีส' ซึ่งมีมากในน้ำผลไม้อย่างน้ำสับปะรด จะเป็นแหล่งของแมงกานีส อย่างดีทีเดียวแมงกานีสเป็นอีกตัวที่ช่วยกด ไม่ให้กระดูกเสียแคลเซียมมากเกินไปเช่นกันนอกจากนั้นมันยังเป็นองค์ประกอบของกระดูกอีกด้วย

สารอาหารที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง ขาดไม่ได้เลยคือ 'วิตามินดี' ปกติคนไทยไม่ค่อยขาดหรอกครับ เพราะแสงแดดในเมืองไทยมีมากพอ แสงแดดหรือรังสีอัลตราไวโอเลตจะช่วยให้ผิวหนังสร้างวิตามินดีขึ้นได้วิตามินดีจะช่วยให้กระดูกดึงแคลเซียมเข้ามาเก็บสะสมไว้
การเสริมแคลเซียมจะต้องระวังเรื่องสมดุลของแคลเซียมไว้ด้วยใครที่เสริมแคลเซียมมากๆ หรือรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงๆ เป็นประจำขอแนะนำให้เสริมแหล่งอาหารที่มี 'แมกนีเซียม' สูง ให้ได้สมดุลกันไปด้วยเพราะหากได้รับแคลเซียมมากเกินไป โดยที่ร่างกายมีภาวะแมกนีเซียมต่ำอาจจะเกิดปัญหาแคลเซียม ไปสะสมอยู่ตามกล้ามเนื้อ หัวใจและไตก็ได้

นอกจากนี้ ยังอาจทำให้การทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อเกิดปัญหา อย่างเช่นมีปัญหาตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง ดังนั้นใครคิดจะเสริมแคลเซียมเป็นประจำแล้วละก็ อย่าลืมรับประทานอาหารให้เป็นปกติคอยระวังอย่าให้แมกนีเซียมต่ำ ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดปัญหาขึ้นก็ได้อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง ก็ได้แก่อาหารทะเล ถั่วนัตต่างๆ ข้าวซ้อมมือ
การเสริมแคลเซียมสูงๆ อาจจะทำให้การดูดซึมธาตุสังกะสีทองแดง เหล็กลดลง วิธีป้องกันอาจทำได้โดยการเสริมแร่ธาตุพวกนี้เพิ่มเติมทั้งแมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง แต่ในที่นี้ไม่อยากแนะนำให้เสริมในรูปของยาเม็ดหรือแคปซูลให้เสียเงินเสียทองไปเปล่าๆ วิธีง่ายๆคือหมั่นรับประทานอาหารทะเลบ่อยๆ จะเป็นปลาทะเลหรือกุ้ง หอย ปูทะเลก็ได้ไม่มีใครว่า เป็นแหล่งแร่ธาตุคุณภาพสูงทั้งนั้นแหละครับ

อาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีแมกนีเซียมสูงและคนพูดถึงบ่อยๆ คือถั่วอัลฟัลฟ่า อันที่จริงถั่วพวกนี้เป็นอาหารเลี้ยงวัว ไม่ได้เป็นอาหารคนหรอกพักหลังๆ เอามาทำเป็นอาหารคนเหมือนกัน เพราะรู้ว่ามันมีสารอาหารดีๆอยู่หลายตัว

โดยสรุปแล้ว ร่างกายต้องการแคลเซียมประมาณวันละ 800-1,200 มิลลิกรัม ต้องการแมกนีเซียมวันละประมาณ 150 มิลลิกรัม ต้องการวิตามินดีวันละ 200 หน่วยสากล รับประทานอาหารให้ถูกสัดส่วน เสริมถั่วนัตสักหน่อยรับประทานอาหารทะเลบ่อยๆ เสริมแหล่งแคลเซียมรับรองว่าต้องได้สารอาหารบำรุงกระดูกครับ
แต่ต้องระวังไม่รับประทานอาหารเค็มเกินไปหรือดื่มกาแฟมากไปทั้งกาแฟทั้งเกลือจะไปเร่งให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมจากกระดูกได้ดีนักแลต้องระวังกันไว้ด้วยครับ...





[~รู้แล้วจะได้ระวัง~]ภัยเงียบจากพาราเซตามอล
09/10/10 15:47:48 by admin

ขอบคุณอีเมล์ดีๆด้วยครับ

paracetamol พาราเซตามอล เป็นยาสามัญประจำบ้านที่เรียกได้ว่าแทบจะมีติดบ้านกันเกือบทุกหลังคาเรือน และดูเหมือนว่าเราจะใช้ยาชนิดนี้ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ ให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ให้กับตัวเอง ใช้เรื่อยไปตั้งแต่ปวดหัว เป็นไข้ ตัวร้อน ปวดประจำเดือน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดฟัน ฯลฯ เป็นยาสามัญที่สามารถซื้อหาได้อย่างสะดวก และเราจะพบยาตัวนี้ ทั้งที่เป็นยาเดี่ยว เช่น ไทลีนอล, พานาดอล, เทมปร้า, คาลปอล, ซาร่า หรือเป็นยาผสมในยาตัวอื่น เช่น ทิฟฟี่, ดีคอลเจน ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การใช้ยานี้อย่างพร่ำเพรื่อ และใช้ติดต่อกันนานเกินไป อาจก่อนปัญหาภาวะพิษต่อตับได้ ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา เราอาจจะรู้สึกแปลกใจที่ทราบว่าสาเหตุลำดับต้น ๆ ของการเกิดตับวาย ไม่ใช่มาจากแอลกอฮอล์ หรือมาจากไวรัสตับอักเสบ แต่สาเหตุอันดับหนึ่งกลับมาจากยาโดยเฉพาะพาราเซตามอล เพื่อนคู่บ้านนั่นเอง
มีผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาใโรงพยาบาลเนื่องจากพิษของพาราเซตามอล เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดตับวายในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากตับวาย จากพาราเซตามอลต่อปีในปัจจุบันยังสูงกว่าตัวยารักษาเบาหวาน Rezulin (troglitazone) ซึ่งถูกถอดทะเบียนออกไปแล้วเนื่องจากพิษต่อตับเสียอีก
กลไกการทำลายตับของยา Acetaminophen หรือ พาราเซตามอลนี้ พบว่ายาชนิดนี้เมื่อใช้ในร่างกาย การจะขับออกไปจากร่างกายได้ต้องผ่านขบวนการขับพิษที่ตับสองขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่งก่อให้เกิดสารผลิตผลที่เป็นพิษ (Toxic metabolite) ชื่อ NAPQI ซึ่ง ต้องเข้าสู่ขั้นตอนที่สองซึ่งใช้สารกลูต้าไธโอนในตับลดลง หากใช้นานติดต่อกันหรือใช้เกินขนาด ก็จะทำให้ระดับสารผลิตผลที่เป็นพิษนี้เพิ่มมากขึ้นส่งผลเป็นพิษต่อตับรุนแรง ในที่สุด ดังนั้น ถ้าหากสามารถผลิตยาที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอล และ N-acetyl cysteine ซึ่ง เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยเพิ่มระดับของสารกลูต้าไธโอนในเซลล์ได้ วิธีการนี้อาจจะสามารถกำจัด หรือช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากพาราเซตามอลได้ (ซีสเทอีนเป็นส่วนประกอบในยาขับเสมหะ เป็นกรดอะมิโนซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตกลูต้าไธโอน หากต้องการให้ระดับกลูต้าไธโอนในเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเซลล์ตับสูงขึ้นจะใช้ N-acetyl Cysteine เพราะ การรับประทานกลูต้าไธโอนโดย ตรง อาจไม่ได้ผลเช่นนั้นมากนัก เนื่องจากกลูต้าไธโอนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงถูกใช้ไปในการต้านอนุมูลอิสระในระบบทางเดินอาหาร หากดูดซึมเข้าไปบ้างก็จะถูกใช้ไปในการต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในกระแสโลหิต)
เนื่องจากว่าพาราเซตามอล และอเซทิลซีสเทอิน N-acetyl cysteine มีจำหน่ายทั่วไป เราอาจจะคิดว่าการออกสูตรยาพาราเซตามอลซึ่งปลอดภัยไม่น่ายาก แต่ที่จริงแล้วมันเป็นปัญหาใหญ่เพราะ FDA สหรัฐ อเมริกาไม่อนุญาตให้ใส่ตัวยาทั้งสองเข้าด้วยกันจนกว่าการจดทะเบียนเป็นยา ตำรับใหม่จะได้รับการอนุมัติ คือต้องผ่านการศึกษาวิจัยทางคลินิก และต้องผ่านการอนุมัติจาก FDA จึงจะสามารถผลิตออก มาจำหน่ายได้ ขวบนการทั้งหลายเหล่านี้ต้องใช้เงินนับร้อยล้านเหรียญ และใช้เวลานับทศวรรษถึงจะสำเร็จลงได้ ด้วยเหตุนี้ยาสูตรใหม่ พาราเซตามอลที่ปลอดภัยจึงไม่เคยออกสู่ท้องตลาดเลย
พาราเซตามอล อันตรายอย่างไร?
ในแต่ละปี สหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยที่ได้รับรายงาน ความเป็นพิษจากยาพาราเซตามอล ประมาณ 100,000 ราย ถูกนำส่งห้องฉุกเฉิน 56,000 ราย ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล 26,000 ราย การใช้พาราเซตามอลเป็นประจำจะทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็งไตเพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งโรคนี้คร่าชีวิตคนอเมริกัน 12,000 ราย ต่อปี อุบัติการณ์ในการเกิดมะเร็งไตในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 126% นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา การก้าวกระโดดของการเกิดโรคนี้อาจจะเกี่ยวโยงกับการใช้ยาที่ผสมพาราเซตามอลเพิ่มขึ้น เนื่องจากอนุมูลอิสระจาก toxic metabolite ของ พราราเซตามอลกระจายไปทั่วร่างกาย เพราะฉะนั้นก็สามาารถทำให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับความแก่ชรา อย่างอื่นได้อีก นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองในสัตว์พบว่าพาราเซตามอลทำให้เกิดต้อกระจกใน สัตว์ทดลองได้
สาเหตุของภาวะพิษจากพาราเซตามอล
ภาวะ พิษจากพาราเซตามอลเกิดขึ้นได้จากเหตุโดยตั้งใจ คือการรับประทานยาเกินขนาดเพื่ออัตวินิบาตกรรม และโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเกิดได้จากสาเหตุต่าง ๆ  ดังนี้

1. รับ ประทานยาชนิดอื่นที่มีส่วนผสมของราราเซตามอลโดยไม่ทราบ แล้วรับประทานพาราเซตามอลเข้าไปอีก เนื่องจากปัจจุบันยาหลายชนิดมีส่วนผสมของพาราเซตามอล เช่น ยาบรรเทาหวัดลดไข้ ยาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาคลายกล้ามเนื้อหลายชนิด

2. ปัจจัย เฉพาะบุคคลที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตับได้ง่าย เช่นในผู้ที่ดื่มสุรา ผู้ป่วยโรคตับภาวะขาดสารอาหารซึ่งส่งผลให้ระดับกลูต้าไธโอนลดลง ในกลุ่มนี้ก่อให้เกิดพิษจากพาราเซตามอลได้ง่าย แม้ว่าจะรับประทานในขนาดปกติก็ตาม

3. การใช้ยาร่วมกัน โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นเอนไซม์ในระบบขับสารพิษชื่อ CYP450 2E1 ในตับเช่นยา phenytoin, carbamazepine, rifampin เป็นต้น
แนวทางป้องกันและแก้ไข
ควรหลีกเลี่ยงการใช้พาราเซตามอล ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับเรื้อรัง พิษสุรา ภาวะขาดสารอาหาร และในผู้ที่กำลังรับประทานยาที่กระตุ้นเหนี่ยวนำเอนไซม์ cytochrome P450 2E1  ...ห้าม ทานพาราเซตามอลแล้วดื่มสุรา หากกำลังใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาบรรเทาหวัด ให้อ่านฉลากให้ดีว่ามีส่วนผสมของพาราเซตามอลหรือไม่ และไม่รับประทานซ้ำซ้อนข้าไปอีก...
ไม่ควรใช้ยานี้เกินวันละ 2,600 มิลลิกรัม (ประมาณ 5 เม็ด ในขนาด 500 mg, จำนวน 8 เม็ดในขนาด 325 มิลลิกรัม) ขนาดรับประทานคือ 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม สูงสุดไม่เกินครั้งละ 650 มิลลิกรัม การใช้ยาในเด็กเล็กให้ดูฉลาก และคำนวณความต้องการให้ถูกต้องก่อนเสมอ เพราะยาน้ำนี้ในประเทศไทยมีหลายขนาด ปริมาณมิลลิกรัมต่อหนึ่งช้อนชาแตกต่างกันไป
ใช้พาราเซตามอลติดต่อกันไม่เกิน 3 วัน ควรปรึกษาแพทย์หากอาการต่าง ๆ ไม่ดีขึ้น เพื่อค้นหาสาเหตุโรคที่แท้จริง และแก้ไขตรงจุดต่อไป
การใช้ยาทางเลือก สามารถเลือกได้หลายขนาน เช่น ยาเขียวแก้ไข้ ยาจันทลีลา ยาฟ้าทะลายโจร ยาขมชนิดต่างๆ  ล้วนมีฤทธิ์ลดไข้
หากจะต้องการใช้พาราเซตามอลให้ปลอดภัย คือ รับประทาน N-Actyl Cysteine ร่วมไปด้วย ก็จะเพิ่มปริมาณกลูต้าไธโอนในตับ ทำให้สารพิษ toxic metabolite  ชื่อ NAPQI ที่เกิดจากขบวนการดีท๊อกพาราเซตามอลที่ตับมีจำนวนลดลง โดยถูกกลูต้าไธโอนจับเปลี่ยนเป็นสารประกอบที่ไม่อันตรายขับออกจากร่างกายได้


ที่มา : http://www.bungkan.com/bks_alumni/knowledge-id1056.html





การนอนที่ถูกวิธี (จริงๆ)
02/08/10 21:51:58 by admin
ขอบคุณเนื้อเรื่องจากอีเมลฟอร์เวิร์ด

• อย่าที่ 1 คือ อย่านอนหลับไปพร้อมๆ กับนาฬิกาข้อมือ ก็เพราะขณะที่นาฬิกาเจ้ากรรมทำงานไปเรื่อยๆ นั้น เจ้านาฬิกาไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนปล่อยพลังงานทั้งสิ้น เชื่อมั้ยว่าการใส่นาฬิกาข้อมือนอน จะมีผลต่อสุขภาพระยะยาวเลย

• อย่าที่ 2 นี่ สำหรับพวกชอบคุยโทรศัพท์มือถือจนหลับโดยเฉพาะเลย ไม่ควรนอนหลับไปพร้อมๆ กับโทรศัพท์เท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงการวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ๆ ตัวด้วยบางคนที่ชอบใช้มือถือเป็นนาฬิกาปลุกยามเช้า กรุณาเก็บมือถือของท่านไว้ให้ใกลตัวที่สุดเมื่อจะนอนซะเถอะ ไปหาซื้อนาฬิกาปลุกถูกๆ ดีๆ เก๋ๆ มาใช้ดีกว่า เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า โทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วเนี่ย จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาขณะเปิดเครื่องไว้และเจ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้ มีผลกับระบบประสาทซะด้วยสิ เพราะฉะนั้น ตอนนอนก็ปิดโทรศัพท์มือถือซะดีกว่า พอปิดโทรศัพท์มือถือเรียบร้อยแล้ว จะวางไว้ใกล้หรือไกลก็หายห่วง

• อย่าที่ 3 ง่ายๆ สั้นๆ คือ อย่าหลับพร้อมๆ กับเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเหนื่อยอ่อน
เมื่อยล้าขนาดไหน ต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมด เพราะการหลับทั้งๆ ที่เครื่องสำอางยังคาอยู่ที่ผิวหน้านั้น จะก่อให้เกิดปัญหาด้านผิวพรรณระยะยาว กลางคืนคือช่วงเวลาที่
ผิวพรรณจะได้พักผ่อนบ้างนะค่ะ

• อย่าที่ 4 (สำหรับสาวๆ เท่านั้น) คือ อย่านอนหลับทั้งๆ ที่ยังใส่ยกทรง
นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ค้นพบว่าการใส่ยกทรงนานเกิน 12 ชั่วโมง จะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทรวงอกได้ฉะนั้น ก็อย่าใส่ยกทรงนอนเลย ไม่ต้องกลัวเสียทรงไม่ต้องกลัวอกแบะ ห่วงชีวิตไว้ก่อนดีกว่า

• อย่าที่ 5 อันนี้เหมาะกับทุกเพศเลยนะ “อย่านอนกับสามีหรือภรรยาของคนอื่น”
เพราะคุณอาจจะไม่ได้ตื่นอีกเลย …อันนี้ไม่ได้ล้อเล่นนะค่ะ

ใครที่ยังทำทั้ง 5 อย่าอยู่ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ดูแลสุขภาพตัวเองดีๆนะคะ ยิ่งอย่า
สุดท้าย ยิ่งน่ากลัวค่ะ



3 วิธี ป้องกันอีเมล์ขยะ และ อีเมล์ไม่พึงประสงค์ (spam e-mail)
06/14/09 13:18:55 by admin

ข้อแนะนำเพื่อช่วยลดปัญหา อีเมล์แสปม 3 ข้อสั้นๆครับ

1. หลีกเลี่ยงการโพสต์อีเมล์ของท่านในเว็บไซต์ต่างๆ โดยเฉพาะในเว็บที่แสดงชื่ออีเมล์ของท่านเป็น text ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น ในเว็บบอร์ดต่างๆ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ท่านเลือกโพสต์เฉพาะที่แสดงชื่ออีเมล์ของท่านในส่วนสำหรับสมาชิก ซึ่งแบบนี้จะดีกว่าแบบที่ทุกคนสามารถเข้ามาดู

2. เลือกให้อีเมล์ของท่านเฉพาะเว็บไซต์ที่น่าไว้ใจเท่านั้น ท่านคงเคยเห็นเว็บไซต์ที่ให้ท่านสมัครสมาชิกโดยใช้อีเมล์ของท่านกับทางเว็บไซต์ ชื่ออีเมล์ของท่านก็จะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของทางเว็บไซต์ ซึ่งทางเว็บไซต์สามารถนำชื่ออีเมล์ของท่านนั้นมาใช้เพื่อส่งอีเมล์โฆษณาหรือขายรายชื่ออีเมล์ของท่านให้กับผู้อื่นก็เป็นได้

3. ไม่คลิก unsubscribe link หากได้รับอีเมล์แสปมหรืออีเมล์แปลกปลอมเข้ามา การตอบกลับไม่ว่าทางใดก็แล้วแต่ แสดงให้ผู้ส่งทราบว่าชื่ออีเมล์นั้น มีตัวตนอยู่จริงและมีผู้อ่านอีเมล์นั้นอยู่ ผู้ส่งก็จะขยับอันดับอีเมล์นั้นเป็นรายชื่อที่ดี มีการอ่านอีเมล์ และจะยังผลให้มีอีเมล์แสปมมาหามากขึ้น

เพียง 3 ข้อก็สามารถช่วยลดอีเมล์ไม่พึงประสงค์ ทุ่นเวลาของท่านได้อีกมากทีเดียวครับ





มือถือ VS. มะเร็ง
12/28/08 23:32:05 by admin


เป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษมาแล้วที่เรารู้มาว่าพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นภัยต่อสุขภาพ เมื่อเร็วๆนี้เราพบข่าวที่น่ากลัวเกี่ยวกับผลจากการใช้โทรศัพท์มือถือที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้

จากผลการวิจัยที่รวบรวมจากการสุ่มตรวจู้ป่วยเนื้องอก 6,400 รายจาก 13 ประเทศ และผลการวิจัยจากอีกหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน และ ฟินแลนด์ พบว่า  ความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอกในสมองจะเพิ่มขึ้น 40% ในคนที่ใช้มือถือเป็นประจำมานานกว่า 10 ปี จากการศึกษานี้จะไม่พบความเสี่ยงสำหรับคนใช้มือถือนานไม่ถึง 10 ปี

แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดว่าโทรศัพท์มือถือก่อให้เกิดมะเร็งได้อย่างไร คลื่นสนามแม่เหล็กก็น้อยเกินกว่าที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อสมอง แต่มีนักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่า มันจะเป็นผลทางอ้อมต่อเซ็ลทำให้ผิดปกติและไม่สามารถควบคุมได้

อะไรจะเกิดขึ้นหากมีการเปิดเผยการใช้มือถือนำไปสู่มะเร็ง เราจะหันกลับมาใช้โทรศัพท์บ้านอย่างเดิมหรือป่าว หากลองเปรียบกับการใช้รถยนต์ รู้ทั้งรู้ว่ารถยนต์ก็เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ แต่เราก็ใช้มันไม่ใช่หรือ จุดสำคัญอยู่ที่ว่าเราเรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างฉลาดได้อย่างไร นั่นแหละครับคือคำตอบ

 





เริ่มทฤษฎีกำเนิดจักวาล
09/19/08 21:10:46 by admin

ขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ประมาณ 7,000 คนจากหลายประเทศ กำลังทำการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อค้นหาคำตอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ชาตินั่นคือ จักรวาล ดวงอาทิตย์ โลกที่เราอยู่นี้ กระทั่ง มนุษย์อย่างเรากำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

ห้องปฏิบัติการนี้อยู่ชั้นใต้ดิน ณ พรมแดนระหว่างฝรั่งเศสกับสวิสเซอร์แลนด์ มีความยาวถึง 27 กิโลเมตร หรือที่เรียก    ว่า เซิร์น CERN ภาษาอังกฤษเรียกว่า European Organization For Nuclear Research สร้างด้วยทุนประมาณ 300,000 ล้านบาท เพื่อทำการทดลองเร่งให้อนุภาคมีความเร็วใกล้แสงชนกัน และเพื่อดูปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นว่าทฤษฎี ปีเตอร์ ฮิกส์ (Dr. Peter Higgs)  ผู้ให้ทฤษฎีของปรากฎการณ์การกำเนิดของมวลสารว่าจะต้องมีอนุภาคฮิกส์ (Higgs Boson) หรือที่ฝรั่งชอบเรียกว่า “อนุภาคพระเจ้า” เกิดขึ้นก่อนในทางทฤษฎี ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไม่เคยพบเจอตัวจริงมาก่อน ซึ่งจะสามารถอธิบายได้ว่ามวลสารเกิดขึ้นได้อย่างไร
และนอกจากนี้การชนกันอาจจะก่อกำเนิดให้เห็นสภาวะ “หลุมดำ” หรือ “บิ๊กแบง” หรือ Big Bang ในชั่วขณะเสี้ยวของหนึ่งในล้านวินาที ขณะเมื่อปรากฎมีอนุภาคเหลวขนาดเล็กที่เรียกว่า คว๊ากส์ (Quarks) และกลูออนส์ (Gluons) ออกมาในขนาดเดียวกับอิเลคตรอน แต่น้ำหนักมากกว่าถึง 200,000 เท่า ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของอนุภาคอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดรังสีออกมาที่เรียกว่า Hawking Radiation  หรือรังสีฮอว์คิง

ปรากฏการณ์ บิ๊กแบงนี้ อธิบายด้วยสมการคณิตศาสตร์ชั้นสูง โดยนักพิสิคส์สุดยอดของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยความพิการทางร่างกายชื่อ ดร.สตีเฟ่น ฮอว์คิง ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแคมบริคจ์ ประเทศอังกฤษ

ท่านผู้อ่านที่ได้ทราบถึงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ คงนึกภาพออกว่าองค์ประกอบของสสารทั้งมวลของจักรวาลทั้งที่ไม่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ สัตว์ขนาดเล็กจิ๋ว จะมีองค์ประกอบที่เล็กที่สุดตั้งแต่โมเลกุล อะตอม อิเลคตรอน โปรตรอน นิวตรอน ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดจิ๋วมาก ซึ่งวิ่งเป็นวงเกาะเกี่ยวกันอยู่ ซึ่งก็เช่นเดียวกับระบบสุริยจักรวาล โลกที่เราอยู่เป็นส่วนของระบบสุริยะจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งระบบสุริยะจักรวาลเล็ก ๆ นี้อยู่เป็นส่วนหนึ่งของทางช้างเผือก ซึ่งก็เป็นส่วนเล็ก ๆ ของจักรวาลใหญ่ ซึ่งเป็นดวงดาวนับไม่ถ้วนขณะนี้ วิ่งเป็นวงหมุนรอบกันหลายชั้น

แรงที่ดึงกันอยู่ได้ในจักรวาลก็เป็นเช่นนี้ ซึ่งได้มีนักวิทยาศาสตร์คำนวณได้ว่า สสารอย่างเช่น แกแลคซีส์ ก๊าซ ดวงดาว และพิภพ รวมกันแล้วเป็น 4% ของจักรวาล ที่เหลือคือสสารมืด (Dark Matter) 23% และพลังงานมืด (Dark Energy) อีก 73% ซึ่งประกอบกันเป็นระบบของจักรวาล

มนุษย์นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถค้นหาหน่วยนับที่ชัดเจนว่าสุดขอบจักรวาลคำนวณแล้วอยู่ตรงไหน ต้องรอมนุษย์ยุคหลัง ๆ ช่วยคิด

คำตอบที่จะได้จากการทดลองของเซิร์นเป็นเพียงการเริ่มต้นของความรู้ยุคใหม่เท่านั้น ผมเองก็สนใจมากว่าน่าจะมีคำตอบอะไรใหม่ ๆ อีกมาก และนั่นแหละ ฝรั่งเขาถึงตามหาพระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างโลกและจักรวาลนี้ จนกระทั่งปัจจุบัน

รศ. ดร. บุญมาก ศิริเนาวกุล
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์





ยูเนสโกขึ้นทะเบียน ‘จารึกวัดโพธิ์’ ‘มรดกความทรงจำของโลก’
05/08/08 22:57:50 by admin

คณะกรรมการองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งจัดการประชุมใหญ่ยูเนสโก ที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเร็วๆนี้มีมติรับรองศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำของโลกในส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตามที่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความ ทรงจำแห่งโลก ประเทศไทย เสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ยูเนสโก เนื่องจากยูเนสโกวิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศิลาจารึกวัดโพธิ์ไม่ได้ให้ผลกระทบต่อหลายประเทศในโลก แต่มีความสำคัญควรได้รับการขึ้นทะเบียนระดับภูมิภาค
       
       “จากการที่ศิลาจารึกวัดโพธิ์ได้รับการประกาศยกย่องเป็นเอกสารมรดกความทรงจำของโลกส่วนภูมิภาค ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ที่โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมองค์ความรู้และสรรพวิทยาการต่างๆ ของไทยนำมาจารึกไว้ในศิลาจารึกและประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาของ ไทยในสมัยนั้น ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยและเป็นที่ชุมนุมนักปราญ์แลกเปลี่ยนความรู้จนถึงทุกวันนี้” คุณหญิงแม้นมาส กล่าว
       
       โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ถวายประกาศนียบัตรมรดกความทรงจำแห่งโลกให้แก่พระธรรมปัญญาบดี เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๕๑ ซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
       
       ทั้งนี้ แผนงานของยูเนสโกว่าด้วยความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World Program) เป็นแผนงานที่องค์การ ยูเนสโก กำหนดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๕ โดยการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสารนิเทศจากองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนจากทั่วโลก มาประชุมหารือร่วมกัน แผนงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และการเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาของโลก ที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกไว้ในรูปแบบใดๆ และไม่ว่าจะผลิตในประเทศใด ถือว่าเป็นแหล่งรวมความคิด ความรู้ ประสบการณ์ ที่สามารถ สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทั้งในด้านของวัฒนธรรม และความคิดริเริ่มของมนุษยชาติ

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 89 เม.ย. 51 โดย เก้า มกรา)





กูเกิลครองตลาดเสิร์ชมะกัน 65%
12/16/07 15:02:27 by admin
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 ธันวาคม 2550




สถิติยอดผู้ใช้เว็บไซต์เสิร์ชข้อมูลยักษ์ใหญ่"กูเกิล (Google)"ในสหรัฐฯประจำเดือนพฤศจิยายนแตะระดับ 65 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าคู่แข่งอย่างยาฮู (Yahoo) ถึง 3 เท่าตัว
       
       ข้อมูลจากบริษัทสำรวจตลาดออนไลน์ฮิตไวซ์ (Hitwise) ระบุว่ากูเกิลมีส่วนแบ่งตลาดล่าสุดอยู่ 65.1 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจาก 61.48 เปอร์เซ็นต์ในเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว สูงขึ้นกว่า 64.49 เปอร์เซ็นต์ที่กูเกิลทำได้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
       
       สถิติที่เกิดขึ้นแปลว่า มากกว่า 6 ใน 10 ของการสืบค้นออนไลน์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐเป็นการค้นหาบนกูเกิล รองลงมาคือยาฮูด้วยสถิติ 21.21 เปอร์เซ็นต์ อันดับสามคือเอ็มเอสเอ็นเสิร์ช (MSN Search) ครองส่วนแบ่ง 7.09 เปอร์เซ็นต์ของตลาด
       
       อันดับสี่คืออาสก์ดอทคอม (Ask.com) 4.63 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอันดับที่ 5 เว็บไซต์ 46 แห่งครองอันดับร่วมกันบนสัดส่วนตลาด 1.96 เปอร์เซ็นต์
       
       ยาฮูและเอ็มเอสเอ็นเสิร์ชของไมโครซอฟท์นั้นมีส่วนแบ่งตลาดที่ลดลง ข้อมูลจากฮิตไวซ์ระบุว่ายาฮูนั้นมีส่วนแบ่งลดลงจากปีที่แล้วราว 1.22 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เอ็มเอสเอ็นหายไป 2.73 เปอร์เซ็นต์ ด้านอาสก์ดอทคอมนั้นเพิ่มขึ้นราว 0.4 เปอร์เซ็นต์
       
       เสิร์ชเอนจินหรือเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลถูกมองว่าเป็นประตูสู่การใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะนำผู้ใช้ไปสู่เว็บไซต์ต่างๆตามคำเสิร์ชที่ใส่ไป จุดนี้ข้อมูลจากฮิตไวซ์ระบุว่า การสืบค้นด้านท่องเที่ยว ความบันเทิง และเรื่องธุรกิจ-การเงินมีจำนวนการสืบค้นสูงขึ้นเป็นเลขสองหลัก ทำให้เชื่อว่าเว็บไซต์สามด้านข้างต้นจะมีความนิยมมากขึ้นในอนาคต
       
       อย่างไรก็ตาม เรื่องสุขภาพและยาคือเรื่องที่ชาวอเมริกันมีการสืบค้นมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 44.64 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เรื่องธุรกิจ-การเงินมีสัดส่วน 17.04 เปอร์เซ็นต์




Next Next

ProductsSupport |  Control Panel | Knowledge Base | Resources | Contact Us | Sitemap | Whois
 ไปรษณีย์ดอทคอม อีเมล์สำเร็จรูป อีเมล์บริษัท Tel: 082-703-2999 
            Copyright © PriSaNee.com. All rights reserved.